บทที่ 2 การใช้แหล่งเรียนรู้

บทที่ 4 การคิดเป็น

บทที่ 6 ทักษะการเรียนรู้และศักยภาพหลักของพื้นที่ในการพัฒนาอาชีพ

เรื่องที่ 2 ทักษะพื้นฐานทางการศึกษาหาความรู้ทักษะการแก้ปัญหา และเทคนิคในการเรียนรู้ด้วยตนเอง

รูปแบบการเรียนรู้ (Learning style) หมายถึง ลักษณะทางกายภาพ ความคิด และความรู้สึก ที่บุคคลใช้ในการรับรู้ ตอบสนอง และมีปฎิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมทางการเรียนอย่างค่อนข้างคงที่ (Keefe, 1979 อ้างใน Hong & Suh, 1995)

ดังนั้นรูปแบบการคิด และรูปแบบการเรียนรู้ จึงเป็นลักษณะของการคิด และลักษณะของการเรียนที่บุคคลหนึ่งๆ ใช้หรือทำเป็นประจำ อย่างไรก็ตามรูปแบบการคิด และรูปแบบการเรียนรู้ไม่ได้หมายถึง ตัวความสามารถโดยตรง แต่เป็นวิธีการที่บุคคล ใช้ความสามารถ ของตนที่มีอยู่ในการคิด และการเรียนรู้ ด้วยลักษณะใดลักษณะหนึ่ง มากกว่าอีกลักษณะหนึ่งหรือลักษณะอื่นๆที่ตนมีอยู่

ความเกี่ยวข้องระหว่างรูปแบบการคิด และรูปแบบการเรียนรู้

แนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบการคิด (Cognitive Style) พัฒนามาจากความสนใจในความแตกต่างระหว่างบุคคล ซึ่งในช่วงแรก ของการ ศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบการคิดนักจิตวิทยาได้เน้นศึกษาเฉพาะความแตกต่างระหว่างบุคคล ในแง่ของ การประมวลข่าวสารข้อมูล ยังไม่ได้ประยุกต์เข้ามาสู่การเรียนการสอนในชั้นเรียน ต่อมานักจิตวิทยากลุ่มที่สนใจ การพัฒนาประสิทธิภาพ ของการเรียน การสอนในชั้นเรียน ได้นำแนวคิดของรูปแบบการคิดมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์โดยเน้นสู่ บริบทของการเรียนรู้ในชั้นเรียน และพัฒนาเป็นแนวคิดใหม่ เรียกว่า รูปแบบการเรียนรู้ (learning style)

Riding และ Rayner (1998) กล่าวว่า รูปแบบการเรียนรู้ ประกอบด้วยรูปแบบการคิด (cognitive style) และกลยุทธ์การเรียนรู้ (learning strategy) ซึ่งหมายถึงวิธีการที่ผู้เรียนใช้การจัดการหรือตอบสนองในการทำกิจกรรมการเรียน เพื่อให้เหมาะสม กับสถานการณ์ และงานในขณะนั้นๆ

ความสำคัญของรูปแบบการคิด และรูปแบบการเรียนรู้

การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการคิด และรูปแบบการเรียนรู้ได้เป็นไปอย่างกว้างขวาง และต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 20 ปี ผลการวิจัยได้ชี้ชัดว่า รูปแบบการคิด และ รูปแบบการเรียนรู้ ของผู้เรียนมีผลต่อความสำเร็จทางการเรียน โดยผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของผู้เรียน จะเพิ่มขึ้น และผู้เรียนจะสามารถจดจำข้อมูลที่ได้เรียนนานขึ้น เมื่อวิธีสอน วัสดุ/สื่อการสอน และ สภาพแวดล้อมของการเรียนรู้ มีความสอดคล้องกับรูปแบบการคิด และรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียน (Davis, 1991; Jonassen & Grabowski, 1993; Caldwell & Ginthier ,1996 ; Dunn, et al.,1995 ) เช่น ผู้เรียนที่มีรูปแบบการคิดเป็นรูปภาพ จะเรียนรู้ได้ดี เมื่อผู้สอนใช้สื่อการสอนที่มีภาพประกอบ หรือผู้เรียนที่มีรูปแบบการคิดแบบอิสระ จะเรียนรู้ได้ดี ในกิจกรรม การเรียนที่มีการค้นคว้าด้วยตนเอง หรือผู้เรียนที่มีรูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ ก็จะเรียนรู้ได้ดีในกิจกรรมการเรียนที่มีส่วนร่วม มีการร่วมมือกันทำงานเป็นกลุ่ม เป็นต้น

นอกจากนี้การวิจัยยังพบประเด็นที่น่าสนใจอีกว่า นักเรียนระดับมัธยมศึกษาที่ต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน จากผลการเรียน ไม่ถึงเกณฑ์จำนวนมาก มีรูปแบบการเรียนรู้ที่ไม่สอดคล้องกับรูปแบบการสอน ที่ครูส่วนใหญ่ใช้สอนกัน (Caldwell & Gintheir, 1996; Rayner & Riding,1996) อีกทั้งยังพบว่านักเรียนที่มีปัญหาการเรียนส่วนใหญ่ มีรูปแบบการเรียนรู้ ที่แตกต่างไปจาก นักเรียนผู้สนใจเรียน และเรียนดี (Shaughnessy, 1998) จึงอาจเป็นไปได้ว่า ปัญหาการเรียนของนักเรียนเหล่านี้ มีสาเหตุมาจากการที่มีรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกับนักเรียนทั่วไป และไม่สอดคล้องกับรูปแบบการสอนทั่วไปของครู

Self-Learning Development to Sustainable Knowledge Concept หรือ “แนวคิดการพัฒนาการเรียนรู้ด้วยตนเอง สู่องค์ความรู้ที่ยั่งยืน” เป็นแนวคิดของการรักษาองค์ความรู้ในสามารถนำไปใช้เกิดประโยชน์ได้สูงสุดในชีวิตของคนเรา การเรียนแบบปกตินั้นเป็นการสอนให้รู้จักกับความรู้พื้นฐานรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นในด้านของ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เราทุกคนเรียนสิ่งเหล่านี้มาเหมือนๆ กัน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถนำเอาความรู้เหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ จึงเป็นเหตุผลที่เราจะต้องเรียนเพื่อให้คิดว่าจะนำไปใช้อย่างไร

ก่อนที่เราจะเข้าเรื่องขอให้ทำความเข้าใจของว่าธรรมชาติของคนเรานั้นไม่เหมือนกัน ทุกคนที่เกิดมาล้วนมีจุดเด่นจุดด้อยเป็นของตัวเอง และที่สำคัญไม่มีใครที่เกิดมาแล้วจะเก่งโดยกำเนิดโดยไม่พยายามฝึกฝน เป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์เราจะเก่งไปในทุกเรื่อง ทุกคนล้วนมีบทบาทเป็นของตัวเอง เก่งในแบบของตนเอง ทุกคนต่างต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน ยกตัวอย่างเช่น หมอ กับ วิศวกร ทั้งสองเก่งเหมือนกันทั้งคู่ ไม่มีใครเก่งกว่าใครเพียงแต่เก่งต่างกันในคนละด้าน แล้วก็ไม่สามารถแทนที่กันได้ด้วย

แผนการพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืนหลักๆ แล้วจะประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ ต้นทุนของชีวิต (Basis of Life), การค้นพบตัวเอง (Fact-Finding), เส้นทางการพัฒนาชีวิต (Path Way) คนเราทุกคนล้วนจะต้องเกิดมาเป็นผู้ไม่รู้ (Self-Unknow Person) เหมือนในสมัยเด็กที่เราทุกคนต้องตามหาว่าอาชีพในฝันของเราคืออะไร สิ่งที่เป็นตัวแปรหลักในการกำหนดตัวตนของเราประกอบไปด้วย ครอบครับ (Family) ผู้ที่คอยให้การสนับสนุนเลี้ยงดูเราให้เป็นคนดี, สังคม (Community) ความคิดตามสังคมนิยมก็เป็นตัวแปรสำคัญ เช่น อาชีพที่นิยมในสมัยก่อนสมัยก่อนอาจเป็น หมอ แต่ปัจจุบันนี้คือ วิศวกร เป็นต้น, การเรียนรู้ (Education) คนเราจะคนพบตัวตนได้ดีสุดก็คือรู้จักสิ่งที่เราอยากจะเป็นผ่านการเรียนรู้, เพื่อน (Friend) กลุ่มคนที่เล่นสนุกไปกับเรา คอยให้ความช่วยเหลือยามในยามลำบาก