บทที่ 2 การใช้แหล่งเรียนรู้

บทที่ 4 การคิดเป็น

บทที่ 6 ทักษะการเรียนรู้และศักยภาพหลักของพื้นที่ในการพัฒนาอาชีพ

เรื่องที่ 5 การเขียนโครงการวิจัย

การเขียนโครงการวิจัย
โครงร่างการวิจัย ควรมีองคประกอบสำคัญดังนี้
1. ชื่อเรื่อง
2. ความสําคัญและที่มาของปัญหาการวิจัย
3. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
4. คําถามของการวิจัย
5. ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
6. สมมติฐาน*และกรอบแนวความคิดในการวิจัย*
7. ขอบเขตของการวิจัย
8. การให้คํานิยามเชิงปฏิบัติที่จะใช้ในการวิจัย*
9. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย
10.ระเบียบวิธีวิจัย
11.ระยะเวลาในการดําเนินงาน
12.งบประมาณค่าใช้จ่ายในการวิจัย
13.บรรณานุกรม
14.ภาคผนวก*
15.ประวัติของผู้ดําเนินการวิจัย
*ไม่จําเป็นต้องมีทุกโครงการ

1. ชื่อเรื่อง (the title)
ชื่อเรื่องควรมีความหมายสั้น กะทัดรัดและชัดเจน เพื่อระบุถึงเรื่องที่จะทําการศึกษาวิจัย ว่าทําอะไร กับใคร ที่ไหน อย่างไร เมื่อใด หรือต้องการผลอะไร
ยกตัวอย่างเช่น “ประสิทธิผลของการใช้วัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมันกับทหารในศูนย์ฝกทหารใหม ึ ่กรมยุทธศึกษาทหารเรอื 2547”
ในกรณีที่จําเปนต็ ้องใช้ชื่อที่ยาวมากๆ อาจแบ่งชื่อเรื่องออกเป็น 2 ตอน โดยให้ชื่อในตอนแรกมีน้ําหนักความสําคัญมากกว่า และตอนที่สองเป็นเพียงส่วนประกอบหรือส่วนขยาย
เช่น “โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการใช้ถุงยางอนามัย เพื่อป้องกันโรคของนักเรียนชาย : การเปรียบเทียบระหว่างนักเรียนอาชีวศึกษากับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในกรุงเทพมหานคร 2547”
นอกจากนี้ควรคํานึงด้วยว่าชื่อเรื่องกับเนื้อหาของเรื่องที่ต้องการศึกษาควรมีความสอดคล้องกันการเลือกเรื่องในการทําวิจัยเป็นจุดเริ่มต้นที่สําคัญ ที่ต้องพิจารณารายละเอียดต่างๆ หลายประเด็น โดยเฉพาะประโยชน์ที่จะได้รับจากผลของการวิจัย ในการเลือกหัวเรื่องของการวิจัย มีข้อควรพิจารณา 4 หัวข้อ คือ

1.1 ความสนใจของผู้วิจัย
ควรเลือกเรื่องที่ตนเองสนใจมากที่สุด และควรเป็นเรื่องที่ไม่ยากจนเกินไป
1.2 ความสําคัญของเรื่องที่จะทําวิจัย
ควรเลือกเรื่องที่มีความสําคญั และนําไปใช้ปฏิบัติหรือสร้างแนวความคิดใหมๆ่ ได้
โดยเฉพาะเกี่ยวกับงานด้านเวชศาสตร์ครอบครัวหรือเชื่อมโยงกับระบบสุขภาพ
1.3 เป็นเรื่องที่สามารถทําวิจัยได้
เรื่องที่เลือกต้องอยู่ในวิสัยที่จะทําวิจัยได้โดยไม่มีผลกระทบอันเนื่องจากปัญหาต่างๆ เช่น
ด้านจริยธรรม ด้านงบประมาณ ด้านตัวแปรและการเก็บข้อมูล ด้านระยะเวลาและการ
บริหาร ด้านการเมือง หรือเกินความสามารถของผู้วิจัย
1.4 ไม่ซ้ําซ้อนกับงานวิจัยที่ทํามาแล้ว
ซึ่งอาจมีความซ้ําซ้อนในประเด็นต่างๆ ที่ต้องพิจารณาเพื่อหลีกเลี่ยง ได้แก่ชื่อเรื่องและ
ปัญหาของการวิจัย (พบมากที่สุด) สถานที่ที่ทําการวิจัย ระยะเวลาที่ทําการวิจัย วิธีการ หรือ
ระเบียบวิธีของการวิจัย

2. ความเปนมาและความสำคญของปัญหา(background and rationale)
อาจเรียกต่างๆกัน เช่น หลักการและเหตุผล ภูมิหลังของปัญหา ความจําเป็นที่จะทําการวิจัย หรอื
ความสําคัญของโครงการวิจัย ฯลฯ ไม่ว่าจะเรียกอย่างไร ต้องระบุว่าปัญหาการวิจัยคืออะไร มีความเป็นมาหรือภูมิหลังอย่างไร มีความสําคญั รวมทั้งความจําเป็น คุณคาและประโยชน ่ ์ที่จะได้จากผลการวิจัยในเรื่องนี้โดยผู้วิจัยควรเริ่มจากการเขียนปูพื้นโดยมองปัญหาและวิเคราะห์ปัญหาอย่างกว้างๆ ก่อนว่าสภาพทั่วๆไปของปัญหาเป็นอย่างไร และภายในสภาพที่กล่าวถึง มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้าง ประเด็นปัญหาที่ผู้วิจัยหยิบยกมาศึกษาคืออะไร ระบุว่ามีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแล้วหรือยัง ที่ใดบ้าง และการศึกษาที่เสนอนี้จะช่วยเพิ่มคุณค่า ต่องานด้านนี้ได้อย่างไร

3. วัตถุประสงคของการวิจัย (objectives)
เป็นการกําหนดว่าต้องการศึกษาในประเด็นใดบ้าง ในเรื่องที่จะทําวิจัย ต้องชัดเจน และเฉพาะเจาะจง ไม่คลุมเครือ โดยบ่งชี้ถึง สิ่งที่จะทํา ทั้งขอบเขต และคําตอบที่คาดว่าจะได้รับ ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว การตั้งวัตถุประสงค์ต้องให้สมเหตุสมผล กับทรพยากรท ั ี่เสนอขอ และเวลาทจะใช ี่ ้จําแนกได้เป็น 2 ชนิด คือ
3.1 วัตถุประสงค์ทั่วไป (General Objective)กลาวถ ่ ึงสิ่งที่คาดหวัง (implication) หรือสิ่งที่คาดว่า
จะเกิดขึ้น จากการวิจัยนี้เป็นการแสดงรายละเอียด เกี่ยวกับจุดมุ่งหมาย ในระดับกว้าง จึงควรครอบคลุมงานวิจัยที่จะทําทั้งหมด
ตัวอย่างเช่นเพื่อศึกษาถึงปฏิสัมพันธ์และความต้องการของผู้ติดเชื้อเอดส์ครอบครวั และชุมชน
3.2 วัตถุประสงค์เฉพาะ (Specific Objective) จะพรรณนาถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง ในงานวิจัยนี้โดย
อธิบายรายละเอียดว่า จะทําอะไร โดยใคร ทํามากน้อยเพียงใด ที่ไหน เมื่อไร และเพื่ออะไร โดยการเรียงหัวข้อควรเรียงตามลําดับความสําคัญ ก่อน หลัง ตัวอย่างเช่น
3.2.1 เพื่อศึกษาถึงรูปแบบปฏิสัมพันธ์และการปรับตัวของผู้ติดเชื้อเอดส์ครอบครัว และ
ชุมชน
3.2.2 เพื่อศึกษาถึงปัญหาและความต้องการของผู้ติดเชื้อเอดส์ครอบครัว และชุมชน

4. คําถามของการวิจัย (research question )
เป็นสิ่งสําคัญที่ผู้วิจัยต้องกำหนดหนดขึ้น (problem identification) และให้นิยามปัญหานั้นอย่างชัดเจนเพราะปัญหาที่ชัดเจน จะช่วยให้ผู้วิจัย กําหนดวัตถุประสงค์ตั้งสมมติฐาน ให้นิยามตัวแปรที่สําคัญ ๆ ตลอดจนการวัดตัวแปรเหล่านั้นได้ถ้าผู้วิจัย ตั้งคําถามที่ไม่ชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ตัวก็ยังไม่แน่ใจ ว่าจะศึกษาอะไร ทําให้การวางแผนในขั้นตอนต่อไป เกิดความสับสนได้
คําถามของการวิจัยต้องเหมาะสม (relevant) หรือสัมพันธ์กับเรื่องที่จะศึกษา โดยควรมีคําถาม ที่
สําคัญที่สุดซึ่งผู้วิจัย ต้องการคําตอบ มากที่สุด เพื่อคําถามเดียว เรียกว่า คําถามหลัก (primary researchquestion) ซึ่งคําถามหลักนี้จะนํามาใช้เป็นข้อมูล ในการคํานวณ ขนาดของตัวอย่าง (sample size) แต่ผู้วิจัยอาจกําหนดให้มีคําถามรอง (secondary research question) อีกจํานวนหนึ่งก็ได้ซึ่งคําถามรองนี้เป็นคําถาม ที่เราต้องการคําตอบ เช่นเดียวกัน แต่มีความสําคัญรองลงมา โดยผู้วิจัย ต้องระลึกว่า ผลของการวิจัยอาจไม่สามารถ ตอบคําถามรองนี้ได้ทั้งนี้เพราะ การคํานวณขนาดตัวอย่าง ไม่ได้คํานวณเพื่อตอบคําถามรองเหล่านี้
5. ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (review of related literatures)
อาจเรียกว่า การทบทวนวรรณกรรม ส่วนนี้เป็นการเขียนถึงสิ่งที่ผู้วิจัยได้มาจากการศึกษาค้นคว้า
เอกสารต่างๆ ทั้งทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องได้แก่ ทฤษฎีหลักการ ข้อเท็จจริงต่างๆ แนวความคิดของผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนผลงานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาของผู้วิจัย รวมทั้งมองเห็นแนวทางในการดําเนินการศึกษาร่วมไปกับผู้วิจัยด้วย โดยจัดลําดับหัวข้อหรือเนื้อเรื่องที่เขียนตามตัวแปรที่ศึกษา และในแต่ละหัวข้อเนื้อเรื่องก็จัดเรียงตามลําดับเวลาด้วย เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นพัฒนาการต่างๆ ที่เกี่ยวกับปัญหา นอกจากนี้ผู้วิจัยควรจะต้องมีการสรุปไว้ด้วย เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นความสัมพันธ์ทั้งส่วนที่สอดคล้องกัน ขัดแย้งกัน และส่วนที่ยังไม่ได้ศึกษาทั้งในแง่ประเด็น เวลา สถานที่ วิธีการศึกษาฯลฯ การเขียนส่วนนี้ทําให้เกิดประโยชน์ต่อการตั้งสมมติฐานด้วยหลังจากที่ผู้วิจัยได้เขียนเรียบเรียงการทบทวนวรรณกรรมแล้ว ควรมีการประเมินงานเขียนเรียบเรียงนั้น
อีกครั้งหนึ่ง ว่ามีความสมบูรณ์ทั้งเนื้อหา ภาษา และความต่อเนื่องมากน้อยแค่ไหน สําหรับการประเมินการเขียนเรียบเรียงการทบทวนวรรณกรรม Polit & Hungler (1983, อ้างใน ธวัชชัย วรพงศธร, 2538 ) ได้ให้ข้อเสนอแนะทสี่ ําคัญไว้โดยการให้ตอบคําถามต่อไปนี้
5.1 รายงานนั้นได้มีการเชื่อมโยงปัญหาที่ศึกษากบปั ัญหาวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งศึกษามาก่อนแล้ว
หรือไม่
5.1.1 รายงานนั้นได้เรียบเรียงจากแหล่งเอกสารทุติยภูมิมากเกินไปหรือไม่ซึ่งตามความ
เป็นจริงแล้วควรใช้แหล่งเอกสารปฐมภูมิ (ต้นฉบับ) ให้มากที่สุด
5.1.2 รายงานได้ครอบคลุมเอกสาร ที่สําคัญที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่ศึกษาครบหมดหรือไม่
5.1.3 รายงานได้ครอบคลุมเอกสารใหมๆหรือไม่
5.1.4 รายงานได้เน้นในเรื่องความคิดเห็น หรือการบันทึกเหตุการณ์เกี่ยวกับพฤติกรรม
มากเกินไป และมีการเน้นผลการวิจัยด้านปฏิบัติจริงๆ น้อยไปหรือไม่
5.1.5 รายงานได้เรียบเรียงข้อความอย่างต่อเนื่องสมบูรณ์หรือไม่ หรือเป็นเพียงแต่ลอก
ข้อความจากเอกสารต้นฉบับมาเรียงต่อกันเท่านั้น
5.1.6 รายงานนั้นเป็นแต่เพียงสรุปผลการศึกษาที่ทํามาแล้วเท่านั้น หรือเป็นการเขียนใน
เชิงวิเคราะห์วิจารณ์และเปรียบเทียบกับผลงานเด่นๆ ที่ศึกษามาแล้วหรือไม่
5.1.7 รายงานได้เรียบเรียงในลักษณะที่เชื่อมโยง และชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าในความ
คิดอย่างชัดเจนมากน้อยแค่ไหน
5.1.8 รายงานได้นําผลสรปของงานวิจัยและข้อเสนอแนะของการนําผลการวิจัยไปใช้
ทั้งหมด มาเชื่อมโยงกับปัญหาที่จะศึกษามากน้อยแค่ไหน
5.2 รายงานนั้นได้มีการเชื่อมโยงปัญหาที่ศึกษากบกรอบทฤษฎี หรือ กรอบแนวคิดหรือไม่
5.2.1 รายงานได้เชื่อมโยงกรอบทฤษฎีกับปัญหาที่ศึกษาอย่างเป็นธรรมชาติหรือไม่
5.2.2 รายงานได้เปิดช่องโหว่ให้เห็นถึงกรอบแนวคิดอื่นที่เหมาะสมกว่าหรือไม่
5.2.3 รายงานได้เชื่อมโยงอนุมานจากทฤษฎีหรือกรอบแนวคิดอย่างมีเหตุมีผลหรือไม่

6. สมมติฐาน (Hypothesis)และกรอบแนวคิดในการวิจัย (conceptual framework)
การตั้งสมมติฐาน เป็นการคาดคะเนหรือการทายคําตอบอย่างมีเหตุผล มักเขียนในลักษณะ การแสดง
ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระหรือตัวแปรต้น(independent variables) และตัวแปรตาม (dependent variable) เช่น การติดเฮโรอีนชนิดฉีด เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคเอดส์สมมติฐานทําหน้าที่เสมือนเป็นทิศทางและแนวทาง ในการวิจัย จะช่วยเสนอแนะ แนวทางในการ เก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป
สมมติฐานต้องตอบวัตถูประสงค์ของการวิจัยได้ครบถ้วนและทดสอบและวัดได้
นอกจากนี้ผู้วิจัยควรนําเอาสมมติฐานต่างๆ ที่เขียนไว้มารวมกันให้เป็นระบบและมีความเชื่อมโยงกันในลักษณะที่เป็นกรอบแนวความคิดของการศึกษาวิจัยทั้งเรื่อง เช่น จะศึกษาถึง พฤติกรรมสุขภาพเมื่อเจ็บป่วยของคนงาน อาจต้องแสดง (นิยมทําเป็นแผนภูมิ) ถึงที่มาหรอปัจจัยที่เป็นตัวกําหนดในพฤติกรรมดังกล่าว หรือในทางกลับกัน ผู้วิจัยอาจกําหนดกรอบแนวความคิดของการวิจัย ซึ่งระบุว่าการวิจัยนี้มีตัวแปรอะไรบ้าง และตัวแปรเหล่านี้มีความสัมพันธก์ ันอย่างไรก่อน แล้วจึงเขียนสมมติฐานที่บอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรในลักษณะที่เป็นข้อๆ ในภายหลัง
7. ขอบเขตของการวิจัย
เป็นการระบุให้ทราบว่าการวิจัยที่จะศึกษามีขอบข่ายกว้างขวางเพียงใด เนื่องจากผู้วิจัยไม่สามารถ
ทําการศึกษาได้ครบถ้วนทุกแง่ทุกมุมของปญหาน ั ั้น จึงต้องกําหนดขอบเขตของการศึกษาให้แน่นอน ว่าจะครอบคลุมอะไรบ้าง ซึ่งอาจทําได้โดยการกําหนดขอบเขตของเรื่องให้แคบลงเฉพาะตอนใดตอนหนึ่งของสาขาวิชา หรือกําหนดกลุ่มประชากร สถานที่วิจัย หรือระยะเวลา

8. การให้คํานิยามเชิงปฏิบตัิที่จะใช้ในการวิจัย (operational definition)
ในการวิจยั อาจมีตัวแปร (variables) หรือคํา (terms) ศัพท์เฉพาะต่าง ๆ ที่จําเป็นต้องให้คําจํากัดความอย่างชัดเจน ในรูปที่สามารถสังเกต (observation) หรือวัด (measurement) ได้ไม่เช่นนั้นแล้ว อาจมีการแปลความหมายไปได้หลายทาง ตัวอย่างเช่น คําว่า คุณภาพชีวิต, ตัวแปรที่เกี่ยวกับความรู้ทัศนคติ ,  ความพึงพอใจ, ความปวด เป็นต้น

9. ประโยชนที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย(expected benefits and application)
อธิบายถึงประโยชน์ที่จะนําไปใช้ได้จริง ในด้านวิชาการ เช่น จะเป็นการค้นพบทฤษฎีใหมซึ่งสนับสนุน
หรือ คัดค้านทฤษฎีเดิม และประโยชน์ในเชิงประยุกต์เช่น นําไปวางแผนและกําหนดนโยบายต่างๆ หรือประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อหาแนวทางพัฒนาให้ดีขึ้น เป็นต้น โดยครอบคลุมทั้ง ผลในระยะสั้น และระยะยาว ทั้งผลทางตรง และทางอ้อม และควรระบุในรายละเอียดว่า ผลดังกล่าว จะตกกับใคร เป็นสําคัญยกตัวอย่าง เช่น โครงการวิจัยเรื่อง การฝึกอบรมอาสาสมครั ระดับหมู่บ้าน ผลในระยะสั้น ก็อาจจะได้แก่จํานวนอาสาสมัครผ่านการอบรมในโครงนี้ส่วนผลกระทบ (impact) โดยตรง ในระยะยาว ก็อาจจะเป็นคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนนั้น ที่ดีขึ้น ส่วนผลทางอ้อม อาจจะได้แก่การกระตุ้นให้ประชาชน ในชุมชนนั้น มีส่วนร่วม ในการพัฒนาหมู่บ้าน ของตนเอง

10.ระเบียบวิธีจัย (research methodology)
เป็นการให้รายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนในการดําเนินการวิจัยว่าแต่ละขั้นตอนจําทําอย่างไร โดยทั่วไป
เป็นการให้รายละเอียดในเรื่องต่อไปนี้คือ
10.1 วิธีวิจัย จะเลือกใช้วิธีวิจัยแบบใด เช่น จะใช้การวิจัยเอกสาร การวิจัยแบบทดลอง การวิจัยเชิง
สํารวจ การวิจัยเชิงคุณภาพ หรือจะใช้หลายๆ วิธีรวมกัน ซึ่งก็ต้องระบุให้ชัดเจนว่าจะใช้วิธีอะไรบ้าง
10.2 แหล่งข้อมูล จะเก็บข้อมูลจากแหล่งใดบ้าง เช่น จะเก็บข้อมลทู ุติยภูมิจากทะเบียนราษฎร์สมุด
สถิติรายปีสํามะโนประชากรและเคหะ ฯลฯ หรือจะเป็นข้อมูลปฐมภูมิจากการสํารวจ การสนทนากลุ่ม การสังเกต การสัมภาษณ์ระดับลึก ฯลฯ เป็นต้น
10.3 ประชากรที่จะศึกษา ระบุให้ชัดเจนว่าใครคือประชากรที่ต้องการศึกษา และกําหนดคุณลักษณะ
ของประชากรที่จะศึกษาให้ชดเจน ั เช่น เพศ อายุสถานภาพสมรส ศาสนา เขตที่อยู่อาศัย บางครั้งประชากรที่ต้องการศึกษาอาจไม่ใช่ปัจเจกบุคคลก็ได้เช่น อาจเป็นครัวเรือน หมู่บ้าน อําเภอ จังหวัด ฯลฯ ก็ได้
10.4 วิธีการสุ่มตัวอย่าง ควรอธิบายว่าจะใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบใด ขนาดตัวอย่างมีจํานวนเท่าใด จะเก็บข้อมูลจากที่ไหน และจะเข้าถึงกลุ่มตัวอย่างได้อย่างไร
10.5 วิธีการเก็บข้อมูล ระบุว่าจะใช้วิธีการเก็บข้อมูลอย่างไร มีการใช้เครื่องมือและทดสอบเครื่องมือ
อย่างไร เช่น จะใช้วิธีการส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์การสัมภาษณ์แบบมีแบบสอบถาม การสังเกต หรือการสนทนากลุ่ม เป็นต้น
10.6 การประมวลผลข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล ระบุการประมวลผลข้อมูลจะทําอย่างไร จะใช้
เครื่องมืออะไรในการประมวลผลข้อมูล และในการวิเคราะห์ข้อมูลหรือการทดสอบสมมติฐานจะทําอย่างไร จะใช้สถิติอะไรบ้างในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้สามารถตอบคําถามของการวิจัยที่ต้องการได้

11.ระยะเวลาในการดาเนํ ินงาน
ผู้วิจัยต้องระบุถึงระยะเวลาที่จะใช้ในการดําเนินงานวิจัยทั้งหมดว่าจะใช้เวลานานเท่าใด และต้องระบุ
ระยะเวลาที่ใช้สําหรับแต่ละขั้นตอนของการวิจัย วิธีการเขียนรายละเอียดของหัวข้อนี้อาจทําได้ 2 แบบ ตามที่แสดงไว้ในตัวอย่างต่อไปนี้ (การวิจัยใช้เวลาดําเนินการ 12 เดือน)