แบบทดสอบก่อนเรียน

บทที่ 1 Everyday English

บทที่ 2 What should you do?

บทที่ 3 Hello could you tell me……?

บทที่ 4 Cultural Difference

บทที่ 5 News & News Headline

บทที่ 6 Self – Sufficiency Economy

บทที่ 7 Have you exercised today?

บทที่ 8 Shall we save the energy?

บทที่ 9 What have I done?

บทที่ 10 is your e – mail address?

บทที่ 11 Natural Disaster

บทที่ 12 Let’s Travel

บทที่ 13 Will it rain tomorrow?

บทที่ 14 Global Warming

บทที่ 15 Urgently Wanted

แบบทดสอบหลังเรียน

เรื่องที่ 1 การออกเสียงพยัญชนะ คํา

a) การออกเสียง sz การออกเสียง s และ z ในการออกเสียง s ที่เป็นพยัญชนะต้นคําจะออกเสียงเหมือน ตัว ส ขณะที่การออกเสียงตัว z จะออกเสียงเหมือน ซ แต่จะต้องออกเสียงก้อง มีการสั่นของเสียง (Voice sound) โดยใช้ลิ้นแตะที่โคนฟันและออกเสียงสอดแทรกออกมาด้วยเสียงผึ้งบิน

b) การออกเสียง sh ch คําในภาษาอังกฤษที่คนไทยมีปัญหาในการออกเสียงคําหนึ่ง คือ คําที่มีเสียง sh เช่น She, English และ Shoes เป็นต้น โดยส่วนใหญมักจะออกเสียงเป็นเสียงตัว ช ช้าง ซึ่งมีความ ใกล้เคียงกับเสียง ch มากกว่า จะไม่เป็นปัญหา ถ้าหากว่าคํานั้นมีคําเดียวในภาษาอังกฤษ แต่ความจริง ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะว่าคําในภาษาอังกฤษที่ออกเสียงเหมือนกันแต่ต่างกันที่เสียง sh และ ch มีอยู่ หลายคํา

 

การออกเสียง sh และ ch

เสียง sh ออกเสียงคล้าย ช ช้าง แต่ต้องห่อปาก และพ่นลมตลอดค่อนข้างยาว

เสียง ch ออกเสียงคล้าย ช ช้าง มากกว่าเสียง sh มีการกักลมในปากก่อนออกเสียง และเสียงพ่นลมไม่ยาวเหมือนเสียง sh

ข้อสังเกต

บางครั้งเสียง sh หรือ ch อาจปรากฏในคําศัพท์อื่นที่ไม่ปรากฏรูปพยัญชนะ sh หรอื ch แต่ออกเสียงเช่นเดียวกัน

ตัวอย่าง

ออกเสียง sh >>> Mission (มิชชั่น)

>>> Ocean (โอเชี่ยน)

>>> Tissue (ทิชชู)

ออกเสียง ch >>> Nature (เนเชอร์)

>> Measure (เมเชอร์)

หลักในการออกเสียงคํากริยาช่องที่ 2 ที่เติม ed

กริยาช่องที่ 2 ที่เติม ed มีหลัก 3 ประการในการออกเสียงดังนี้

1. ออกเสียง/id/ = อดิ(เอ็ด) สําหรับคํากริยาที่ลงท้ายด้วย t และ d เช่น

กริยาช่องที่ 1 >> กริยาช่องที่ 2

want (ว๊อนท) >> wanted (ว๊อนทิด)

need (นีด) >> needed (นีดดิด)

cheat (ชีท) >> cheated (ชีททิด)

 

2. ออกเสียง /t/ = เท่อะ สําหรับคํากริยาที่ลงท้ายด้วยพยัญชนะต่อไปนี้ คือ p, k, s, f, ss, sh, ch, x

กริยาช่องที่ 1 >> กริยาช่องที่ 2

like (ไล้ค) >> liked (ไล้คเท่อะ)

mix (มิกซ) >> mixed (มิกซเท่อะ)

drop (ดรอพ) >> dropped (ดรอพเท่อะ)

cook (คุ้ก) >> cooked (คุ้กเท่อะ)

miss (มิซ) >> missed (มิซเท่อะ)

sketch (สเกทช) >> sketched (สเกทชเท่อะ)

wash (วอช) >> washed (วอชเท่อะ)

escape (เอสเคพ) >> escaped (เอสเคพเท่อะ)

loose (ลูซ) >> loosed (ลซูเท่อะ)

brief (บรีฟ) >> briefed (บรีฟเท่อะ)

 

3. ออกเสียง /d/ = เดอะ สําหรับคํากริยาเติม ed ที่นอกเหนือจากกฎข้อ1 และข้อ 2 หรือ คําที่ลงท้ายด้วยเสียงสระ เช่น y, i, e เป็นต้น จะออกเสียงเป็นเสียง /d/

กริยาช่องที่ 1 >> กริยาช่องที่ 2

climb (ไคลมบ์) >> climbed (ไคลมบ์เดอะ)

answer (แอนเซอร์) >> answered (แอนเซอร์เดอะ)

show (โชว) >> showed (โชวเดอะ)

arrive (อะรายเฝอะ) >> arrived (อะรายเฝอะเดอะ)

die (ได) >> died (ไดเดอะ)

stay (สเตย์) >> stayed (สเตย์เดอะ)

การเน้นเสียง (stress) ในภาษาอังกฤษเป็นสิ่งสําคัญอย่างยิ่งในการพูด คําที่เขียน อย่างเดียวกันเมื่ออกเสียงเน้นหนักต่างกัน จะให้ความหมายต่างกันด้วย เช่น

 

de’sert เมื่อเน้นเสียงหนักที่พยางค์แรก มีความหมายว่า ทะเลทราย และเป็นคํานาม

des‘ert เมื่อเน้นเสียงหนักที่พยางค์ที่สอง มีความหมายว่า ทอดทิ้ง ทิ้งร้างไป เป็นคํากริยา

 

หลักการเน้นเสียงคําหลายพยางค์ในภาษาอังกฤษ

1. คําที่สะกดเหมือนแต่ออกเสียงต่างกัน ตามหน้าที่ของคํา (parts of speech) โดย

1.1 เมื่อทําหน้าที่เป็นคํานาม เน้นที่พยางค์ต้น เช่น

de’sert = ทะเลทราย

ob’ject = วัตถุ

pe’rmit = ใบอนุญาต การอนุญาต

1.2 เมื่อเป็นคำกริยา เน้นที่พยางค์หลัง เช่น

obje’ct = คัดค้าน

permit’ = อนุญาต

dese’rt = ละทิ้ง ทอดทิ้ง

 

2. คําที่มีอุปสรรค (prefix) และรากคำ(root) ออกเสียงเน้นหนักที่พยางค์แรก ซึ่งเป็น อุปสรรค (prefix) เช่น

di’stract

tr’ansfer

op’posite

pr’ecise

ir’rigation

de’monstrate

ex’cellent

 

3. คําที่มีอุปสรรค (prefix) และคำ (word) ออกเสียงเน้นหนักที่คํา ไม่เน้นที่อุปสรรค (prefix) เช่น

prescri’ption

disagr’ee

misunderst’and

undert’ake

misapply’

mispronou’nce

reprodu’ce

incorre’ct

 

4. การออกเสียงเน้นหนักที่คําแรก คําที่มีปัจจัย (suffix) ต่อท้ายคํา ออกเสียงเน้นหนักที่คําแรก ปัจจัย (suffix) คือ หน่วยคําที่เติมเขาข้างท้ายคําหรือรากศัพท์เพื่อเปลี่ยนความหมายหรือเกิดเป็นคําใหม่หรือเปลี่ยน หน้าที่ของคํา เช่น

li’kewise

ba’ckward

ho’meward

h’appiness

k’indness

be’autiful

chi’ldhood

 

ยกเว้น

a) คําที่มีปัจจัย (suffix) ที่ลงท้ายด้วย ee, eer จะต้องเน้นหนักที่ปัจจัย เช่น

paye’e

refuge’e

engine’er

mountaineer

employe’e

examin’ee

 

b) ปัจจัยอื่น ๆ (suffix) มักออกเสียงเน้นหนักที่พยางค์หน้าปัจจัย เช่น

____ ion : cre’ation

____ ious : deli‘cious

____ ify : cla’ssify

____ ian : gua’rdian

____ ual : a’ctual, indi’vidual ,eve’ntual, ca’sual

____ ible : po’ssible, te’rrible, v’isible

____ ic : symbo’lic, histo’ric, drama’tic

 

5. การเน้นเสียงหนักในคำประสม (compound words) คําประสม คือ คําที่เกิดจากการนําเอาคํา 2 คํา มารวมเป็นคําเดียวกัน ทําให้เกิดคําใหม่ที่มีความหมายใกล้เคียงกับความหมายเดิมหรือเปลี่ยนความหมายใหม่ได้ เช่น

bed (เตียง) + room (ห้อง) = a bedroom (ห้องนอน)

card (บัตร) + phone (โทรศัพท์) = a cardphone (โทรศัพท์ใช้บัตร)

school (โรงเรียน) + bus (รถประจําทาง) = a schoolbus (รถโรงเรียน)

hand (มือ) + bag (ถุง, กระเป๋า) = a handbag (กระเป๋าถือ)