บทที่ 1 ประวัติศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ และการอยู่กับสายน้ำในสมัยโบราณ

บทที่ 2 ภูมิปัญญาชาวบ้านในการบริหารจัดการน้ำและการอยู่กับสายน้ำ

บทที่ 3 ศาสตร์ของในหลวงกับการจัดการน้ำ

บทที่ 4 แนวทางการพัฒนาภูมิปัญญาและศาสตร์ของในหลวง สู่การบริหารจัดการน้ำและการอยู่กับสายน้ำ

เรื่องที่ 1 ความเป็นมาของประวัติศาสตร์ การบริหารจัดการน้ำ

เรื่องที่  1   ความเป็นมาของประวัติศาสตร์ การบริหารจัดการน้ำ

ลำน้ำ สายน้ำ แหล่งน้ำ มีความหมายอย่างสำคัญต่อการสร้างบ้านแปงเมืองของบรรพชนในอดีตยาวนานทุกยุคสมัย  “เมืองสุโขทัยโบราณ”  เป็น แบบบ้านเมือง หนึ่งที่มีความน่าสนใจอย่างยิ่งในเรื่องการจัดการน้ำเพื่อการดำรงชีวิตอยู่ได้ของบ้านเมือง

             การเป็นบ้านเมืองของสุโขทัยโบราณ ดังที่เราได้เห็นร่องรอยความรุ่งเรืองจากโบราณสถานและโบราณวัตถุนั้น  มีลักษณะโครงสร้างทางกายภาพการตั้งถิ่นฐาน    ที่ไม่ได้อยู่บนสองฝั่งแม่น้ำ เช่นหลายเมืองในที่ลุ่มภาคกลาง   พื้นที่ราบลุ่มใกล้แม่น้ำยมเป็นพื้นที่รับน้ำจากทุกทิศทางทั้งจากเหนือลงใต้ และน้ำจากด้านตะวันตกซึ่งเป็นพื้นที่สูงลาดเอียงมาทางตะวันออก เมื่อหน้าน้ำหลากจะเกิดน้ำท่วมและพัดพาทำลายบ้านเมืองให้เสียหายได้   พื้นที่เช่นนี้จะเป็นพื้นที่ต้องห้ามสำหรับการตั้งถิ่นฐานดังปรากฏเป็นตำนานที่เล่าถึงเหตุการณ์น้ำท่วมที่ทำให้เกิดการพลัดพรากเสียหายให้คนรุ่นหลังรับรู้      เพราะฉะนั้นการตั้ง บ้านเรือน(ชุมชนหรือหมู่บ้าน)ของคนสุโขทัยโบราณจึงเกิดตามลำน้ำเล็กๆและพื้นที่รับน้ำที่เป็นหนองบึง  ส่วนของ เมือง เลือกสร้างในพื้นที่ “ลานตะพักลำน้ำ” อย่างมีความหมายสำคัญ สิ่งที่ตามมากับการสร้างเมืองแบบแผนนี้คือการจัดระบบชลประทานให้สอดคล้องกับลักษณะภูมิประเทศธรรมชาติ  

จารึกที่พบบริเวณพื้นที่อาณาจักรสุโขทัยในสมัยโบราณ  ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาเรียกรวม ๆ ว่า เมืองบน  หรือ เมืองเหนือ  และชาวต่างชาติที่เข้ามาค้าขายเรียก  UPPER  SIAM  นั้น  มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับการบริหารกระแสน้ำเพื่อการทำนาในสมัยอดีตของกรุงสุโขทัย  ดังนี้

  • ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 (พ่อขุนรามคำแหง) ด้านที่ 3  บรรทัดที่  5  ใช้คำว่า  สรีดภงส  อ่านว่า  สะ-หรีด- พง  เป็นคำนาม  แปลว่า  เขื่อน  หรือ อ่างเก็บน้ำ  ในภาษาอังกฤษคือ  A  DAM
  • ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 3 ด้านที่ 2   บรรทัดที่  7   ใช้คำว่า   ฝาย  เป็นคำนามแปลว่า เขื่อนเพื่อการทำนา  ในภาษาอังกฤษคือ  A  DAM  FOR  IRRIGATION  PURPOSE
  • ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 8 ด้านที่ 3   บรรทัดที่  16   ใช้คำว่า   พนัง  เป็นคำนามแปลว่า เขื่อน  ในภาษาอังกฤษคือ  A  DAM 

ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมโบราณในการสร้างบ้านแปงเมือง

          ที่ตั้งของเมืองโบราณนั้น แน่นอนว่าต้องตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคของชาวเมือง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า แหล่งน้ำนั้นจะเป็น  “แหล่งน้ำนิ่ง”  เช่น หนอง บึง ทะเลสาบ สระน้ำหรือตระพัง กระทั่งอ่างเก็บน้ำที่สร้างขึ้น หรือ  “แหล่งน้ำไหล” ประเภทลำน้ำหรือแม่น้ำ  แต่ละวัฒนธรรม นั้นก็จะมีความนิยมต่างๆกันไปเช่น  วัฒนธรรมเขมรหรือขอมนั้นไม่นิยมตั้งเมืองใกล้เคียงกับลำน้ำสายใหญ่ แต่จะนิยมขุดสระหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่  และก่อคันดินทำเป็นบาราย  ขึ้นเพื่อใช้กักเก็บน้ำไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภค แทนการพึ่งพิงจากลำน้ำ ในขณะที่ผู้คนในวัฒนธรรมทวารวดีนั้น จะตั้งเมืองอยู่ใกล้เคียงลำน้ำสายใหญ่แต่ไม่นิยมตั้งอยู่ริมลำน้ำสายใหญ่  จะตั้งเมืองห่างจากลำน้ำพอประมาณ ตรงบริเวณที่ดอนและมีลำน้ำสาขาที่จะไหลลงแม่น้ำใหญ่ไหลผ่าน แล้วชักเอาน้ำที่ไหลจากลำน้ำสาขานั้นเข้ามาไหลวนในคูเมืองและภายในเมือง เพื่อให้เป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค โดยไม่ต้องสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เหมือนวัฒนธรรมเขมร หรือหากจะมีการขุดก็เป็นเพียงสระขนาดเล็กเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้อุปโภคภายในตัวเมือง เป็นต้น

ซึ่งในสมัยโบราณ การจะเลือกพื้นที่ตั้งเมืองอยู่ ณ บริเวณใดนั้น จะต้องมีการพิจารณาจุดแข็งทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่   โดยข้อพิจารณาประกอบด้วย สภาพความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ การเป็นชัยภูมิที่ดีในทางทหาร  และที่สำคัญ คือให้เมืองนั้นมีความปลอดภัยจากน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก  และไม่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคในฤดูแล้ง  ซึ่งการเลือกหาพื้นที่ตั้งเมืองเพื่อให้ต้องตามคุณลักษณะดังกล่าวข้างต้นนั้น จะต้องอาศัยภูมิความรู้ทางภูมิศาสตร์และความเข้าใจที่ละเอียดลึกซึ้งทางด้านความสัมพันธ์ในระบบสังคมซึ่งระบบสังคมโบราณ จะยึดโยงกันเป็นระบบด้วยการจัดความสัมพันธ์ระหว่าง “คน”กับ “ธรรมชาติและอำนาจเหนือธรรมชาติ”   เพราะการสร้างบ้านเมืองนั้นถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งด้านอำนาจการเมือง การปกครอง การค้าขายแลกเปลี่ยน และการทำมาหากิน   หากจะมีการโยกย้ายไปสร้างเมืองใหม่ที่ใดๆอีกก็เป็นไปด้วยเหตุภัยสงคราม หรือภัยธรรมชาติครั้งรุนแรงจนเมืองพังทลายเสียหายมากเท่านั้น

ภูมิปัญญาการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนโบราณ

            แบบแผนของเมืองสุโขทัยโบราณนั้นไม่ได้มีขอบเขตความสัมพันธ์กันเป็นระบบเพียงแค่ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น หากยังยึดโยงโดยตรงกับระบบชุมชนโบราณมากมายหลายแห่งที่มีการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในบริเวณพื้นที่มีภูมิวัฒนธรรมเดียวกัน  และในที่นี้คำว่า “บ้านเรือน”จะใช้ในความหมายเดียวกับคำว่า ชุมชนหมู่บ้าน   ในยุคสมัยที่เมืองสุโขทัยโบราณดำรงอยู่ มีผู้คนได้ตั้งหลักแหล่งทำมาหากินอยู่รวมกันในลักษณะชุมชนหรือหมู่บ้านแต่ไม่เติบโตเป็นเมือง จากหลักฐานทางโบราณคดี พบว่ามีทั้งอยู่กันมาก่อนและบางแห่งเป็นการขยายตัวทางสังคม และหลายแห่งยังดำรงสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน   การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนนอกเหนือเมืองสุโขทัยโบราณเวลานั้น มักจะพบอยู่บริเวณลำน้ำเล็กๆและเป็นพื้นที่รับน้ำที่เป็น หนอง บึง และเลี้ยงชีพด้วยการ เพาะปลูกเป็นหลัก

                 การตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณบนพื้นที่รับน้ำเช่น ลำน้ำเล็กๆ หรือ หนองบึงธรรมชาตินั้นตามฤดูกาลก่อให้เกิดพื้นที่ 3  อย่างขึ้นคือ

             1.พื้นที่ลาดต่ำที่มีลำน้ำและน้ำไหลแผ่  ลงมาสู่หนองบึง พื้นที่เช่นนี้จะเป็นที่ตั้งแหล่งชุมชนทั้งบ้านเรือน เพราะเป็นพื้นที่น้ำท่วมไม่ถึงในยามปกติ

             2.พื้นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงในฤดูฝน แต่แห้งในฤดูแล้ง จนสามารถทำการเพาะปลูก โดยเฉพาะปลูกข้าวได้ ในสมัยโบราณการปลูกข้าวเพื่อเป็นอาหารหลักในชีวิตความเป็นอยู่ การปลูกข้าวมักทำกันตอนท้ายๆของฤดูฝน เมื่อน้ำที่ท่วมทุ่งค่อยๆลดถอยลงสู่หนองและบึง ชาวบ้านชาวเมืองจะสร้างทำนบและคันดินกักน้ำ เบนน้ำ และชะลอน้ำไว้ในพื้นที่เพาะปลูก เพื่อปลูกข้าว หว่านข้าว ในช่วงเวลาที่มีระดับน้ำ เมื่อข้าวเติบโตจนถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็จะเป็นช่วงที่พื้นดินแห้งแล้ว พื้นที่ลุ่มน้ำในฤดูฝนและแล้งในฤดูแล้งนี้ มีความหมายต่อคำว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ของคนในสังคมชาวนาเป็นอย่างยิ่ง   พื้นที่นี้ในฤดูแล้งปกคลุมไปด้วยพุ่มไม้ ไม้ล้มลุกนานาชนิด ที่สามารถเก็บตัดไปทำเชื้อเพลิงได้  มีสัตว์นานาชนิดที่จับไปกินได้ หรือมีพืชผักธรรมชาติที่กินได้ แต่ในยามชุ่มน้ำ มีน้ำขังก็เป็นที่วางไข่ของปลาและสัตว์นานาชนิด เพาะพันธุ์กันอย่างมากมายในนาข้าว พอน้ำลด ปลาก็ว่ายลงพื้นที่น้ำขังที่ลึกกว่า คือหนอง บึงและแม่น้ำลำคลองให้ผู้คนได้จับกินเป็นอาหาร อันเป็นเวลาที่ข้าวเติบโตออกรวงใกล้เก็บเกี่ยว หรือหลังการเก็บเกี่ยวผู้คนในท้องถิ่นเดียวกันจะร่วมกันออกหาปลา เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจสังคมเพราะระคนไปด้วยความเบิกบาน ทำให้ชีวิตชาวนา ชาวบ้านเป็นเรื่องของการกินข้าวและกินปลาเป็นหลัก

                3.พื้นที่น้ำขัง เป็นพื้นที่น้ำลึกของหนองและบึง ในบ้านเมืองโบราณแม้จะมีน้ำขังก็ไม่ขังแบบนิ่งจนเน่า เพราะมีการผ่องถ่ายลงสู่ลำน้ำใหญ่ในฤดูฝนหน้าน้ำหลาก จะนิ่งก็เพียงฤดูแล้งหากสภาวะความนิ่งเช่นนี้ทำให้เกิดวัชพืชและสัตว์น้ำ สัตว์ครึ่งบก ครึ่งน้ำ หอย ปู ปลานานาชนิด อีกทั้งน้ำที่ขังอยู่ผู้คนก็จะนำไปอุปโภคบริโภคร่วมกัน

                 ในแหล่งบ้านเรือน  หนอง บึง จะเป็นตระพักรับน้ำที่มาจากลำน้ำ ลำห้วย ที่ไหลลงจากที่สูงมาขัง ส่วนเกินจะถูกระบายออกเป็นลำน้ำสู่ที่ลุ่มต่ำลงต่อไป    หนอง บึง ต่างๆจึงเป็นพื้นที่มีน้ำขังตามธรรมชาติ โดยน้ำไม่เน่าขังเพราะมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล ที่เรียกว่า Season Lake  นอกจากนั้น   ยังมีการมอบอำนาจความเป็นเจ้าของแหล่งทรัพยากรสำคัญนี้ให้อยู่ภายใต้การดูแลของอำนาจเหนือธรรมชาติด้วย

             ที่น่าสนใจคือผู้คนในชุมชนท้องถิ่นโบราณนั้น ไม่นิยมใช้น้ำในหนอง บึงเพื่อการเพาะปลูกข้าวและพืชไร่ หากแต่จะรักษาให้เป็นแหล่งอาหารเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ร่วมกัน  การเพาะปลูกทางการเกษตรจะอาศัยการความรู้เรื่องระบบเหมืองฝาย และมีความอ่อนน้อมต่อการเข้าไปอาศัยอยู่ในภูมิประเทศธรรมชาตินั้นๆ จึงมีการจัดระบบชีวิต ระบบสังคมและระบบการผลิต  เช่น   การกำหนดพื้นที่ ชนิดพืช ฤดูกาล สำหรับเพาะปลูกนั้น จะอยู่ภายใต้การเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล ของมหาธาตุทั้ง 4  น้ำ ดิน ลม ไฟ  รวมถึงสภาพแวดล้อมอื่นๆ  ยอมรับการอยู่ภายใต้ธรรมชาติและสิ่งเหนือธรรมชาติ

กติกาการใช้ทรัพยากรน้ำและทรัพยากรธรรมชาติอื่นในบ้านเมืองสุโขทัยโบราณ

                 การกล่าวถึง การสร้างกติกาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ อันเป็นกฎ ระเบียบ มาตรการที่สร้างสำนึกความรับผิดชอบต่อความเป็นอยู่ของบ้านเมืองร่วมกันของคนในบ้านเมืองสุโขทัยโบราณ  ในที่นี้เป็นการวิเคราะห์ จาก แบบการจัดการความสัมพันธ์ทางสังคมของคนในบ้านเมืองยุคนั้น โดยอาศัยหลักฐานทางโบราณคดีและตำนานที่ยังคงเล่าสืบต่อกันมา   เป็นข้อมูลอธิบาย ระบบสังคมที่ว่าด้วยการจัดความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ในบ้านเมืองขณะนั้น

                 พบว่าปรากฏการณ์ค่อนข้างสากลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งอินเดียด้วย คือ การสร้างบ้านแปงเมืองแต่ละแห่งนั้น นอกจาก ลักษณะภูมิประเทศ และลำน้ำ ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการกำหนดที่ตั้งเมืองแล้ว ภูเขา ที่โดดเด่นมีรูปลักษณะพิเศษ มักถูกกำหนดให้เป็นที่สถิตของอำนาจเหนือธรรมชาติอันศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของบ้านเมือง ก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งของบ้านเมืองนั้นเสมอ   องค์ประกอบทุกส่วนทั้ง คน แผ่นดิน สายน้ำ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะถูกผูกเป็นเรื่องเล่าหรือเป็นสร้างตำนาน ที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของระบบสังคม   คือ ความสัมพันธ์ของ คนที่มีอำนาจกับคนทั่วๆไป คนกับธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ไฟ  โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของคนกับอำนาจเหนือธรรมชาติหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นั้นสะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาโบราณในการเชื่อมโยงและเกาะเกี่ยวคนในท้องถิ่น(บ้านเมือง)เดียวกัน ที่ต่างชุมชนหรือเผ่าพันธุ์   ให้อยู่ร่วมบ้านเมืองเดียวกันและร่วมกันรักษาบ้านเมืองของตนให้มั่นคงยาวนานได้

           การสร้างบ้านแปงเมืองโบราณแต่ละแห่งจะมีการกำหนดพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจเหนือธรรมชาติ ให้เป็นศูนย์รวมของคนในบ้านเมือง ผ่านการประกอบพิธีกรรมร่วมกัน จนเกิดสำนึกความเป็นคนบ้านและเมืองในท้องถิ่นเดียวกันขึ้นมา  สำหรับบ้านเมืองสุโขทัยโบราณ ก็พบว่าศิลาจารึกเมืองสุโขทัยสมัยพุทธศตวรรษ ที่19 กล่าวถึง พระขพุงผี อันสถิตอยู่ ณ เขาหลวง ซึ่งเป็นประธานเหนือเขาทั้งปวงในพื้นที่อาณาบริเวณบ้านเมืองสุโขทัยขณะนั้น เจ้าเมืองและเจ้านายผู้ครองแว่นแคว้นต้องทำพิธีบัตรพลีและตั้งอยู่ในศีลธรรม หากประพฤติผิดก็จะบันดาลให้เสื่อมถอยเสื่อมศรัทธา    โดยหลักความเชื่อร่วมของบ้านเมือง คือ พระขพุงผี นั้นคือเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติทุกสิ่งบนเขาหลวง  จึงมีฐานะเป็นผู้อนุญาตให้มนุษย์ได้ใช้ทรัพยากร ส่วนมนุษย์เป็นผู้รับ  จึงต้องแสดงให้ผู้มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์เห็นถึง ความเคารพ ความกตัญญูรู้คุณและตอบแทนผู้ให้   โดยผ่านพิธีกรรมที่จะต้องกระทำกันเป็นหมู่มากหรือพร้อมเพรียงกัน ในฐานะเป็นผู้รับประโยชน์    ดังที่ศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึง    งานฉลองหรืองานนักขัตฤกษ์กลางเมืองสุโขทัยว่า  เมื่อผู้คนได้ไปกรานกฐินทางเขตอรัญญิกแล้วก็พากันหลั่งไหลเข้ามายังเมือง เมืองมีสี่ประตู ประชาชนพากันเบียดเสียดเข้ามาจุดเทียนเผาไฟไหว้พระกันกลางเมืองทำให้เมืองเมืองสุโขทัย ดังจะแตก..   โดยนัยยะของการเข้าร่วมประกอบพิธีกรรมคือสร้างการรับรู้หมุดหมายกติกาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติส่วนรวมนั่นเอง    สารที่ถูกสื่อกับอำนาจศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรมนั้นมีลักษณะ เช่น เป็นการขอร้องอ้อนวอน ให้ช่วยดูแลทรัพยากรธรรมชาติและผลผลิตการเกษตรให้อุดมสมบูรณ์  เป็นการขออนุญาตใช้สอยทรัพยากรธรรมชาติและทรัพย์สินส่วนรวม  เป็นการขอขมา เมื่อมีการล่วงเกิน ละเมิด กระทำผิดต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์    เพื่อตอบแทน หรือเพื่อแสดงความขอบคุณ  และสุดท้ายอาจมีเรื่องการเสี่ยงทายด้วย

               แบบแผนกระบวนการทางสังคมนี้สะท้อนให้เห็นว่าในสมัยโบราณนั้น  กฎระเบียบ กติกาที่ยึดถือปฏิบัติจะยึดโยงเป็นหนึ่งเดียวกับ คติความเชื่อทางศาสนาและอำนาจเหนือธรรมชาติ   จึงเป็น กติการะดับความสำนึก ที่ร่วมรับรู้และเรียนรู้  โดยผ่านการเข้าร่วมพิธีกรรมที่กระทำซ้ำตามวาระในรอบปี อาจจะปีละหลายๆครั้ง คือ กระบวนผลิตซ้ำ จนเกิดเป็นประเพณี ดังที่ได้ยก เหตุการณ์งานนักขัตฤกษ์กลางกรุงสุโขทัย ในศิลาจารึกหลักที่ 1 ที่กล่าวแล้วข้างต้น  นับเป็นการจัดระเบียบสังคมที่ลึกซึ้งและแยบยล นำมาซึ่งความสงบปกติสุขไปด้วย

           นอกจากนี้ยังมีการสร้างตำนานเพื่อสร้างสำนึกทางศีลธรรมและจริยธรรมในการใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่น ตำนานบึงราชนก ในจังหวัดพิษณุโลก เป็นตำนานที่กล่าวถึงการจับสัตว์ กินสัตว์ต้องห้ามในหนอง บึง มาบริโภคอย่างละโมบ เป็นการประพฤติชั่วอย่างเห็นแก่ตัว จึงทำให้อำนาจเหนือธรรมชาติบันดาลให้เกิดภัยพิบัติ ทำลายชีวิตคน และบ้านเมืองให้ล่มจมไป  ทำให้คนรุ่นหลังได้รับการบอกเล่ากันสืบมา จนเกิดเป็นจารีต ประเพณี พิธีกรรม และระบบสัญลักษณ์ ซึ่งเป็นการกำกับพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรส่วนรวมของผู้คนในบ้านเมืองท้องถิ่นเดียวกัน ให้ต้องเชื่อ ต้องฟัง และต้องปฏิบัติ เพื่อความอยู่รอดของบ้านเมือง     ในกรณีเมืองเชียงใหม่ เพื่อเป็นการรักษาปริมาณน้ำในห้วยแก้วให้มีมากอยู่เสมอ เพื่อให้เพียงพอในการอุปโภคบริโภคของชาวเมืองเชียงใหม่ถึงขนาดมีการตั้งกฎขึ้นโดยห้ามตัดต้นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่บนดอยสุเทพ ทั้งนี้เพื่อมุ่งรักษาความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าอันเป็นแหล่งต้นน้ำที่จะไหลเข้ามาหล่อเลี้ยงในตัวเมือง และยังมีความเชื่อกันอีกว่า หากตอนดึกสงัด เมื่ออยู่ในกำแพงเมืองเชียงใหม่แล้ว ไม่ได้ยินเสียงน้ำตกที่เชิงดอยสุเทพ ถือว่าบ้านเมืองจะวินาศล่มจม